ค้ำช็อค-อัพ หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ ค้ำโช๊ค เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อเพิ่ม ความแข็งเกร็ง ให้กับตัวถังบริเวณซุ้มล้อ ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่จะ ไม่มี การติดตั้งค้ำช็อคมาให้จากโรงงานครับ เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่ต้องการจะเพิ่มสมรรถนะให้กับรถคันโปรด ก็ต้องไปหาซื้อของแต่งเหล่านี้มาจาก Aftermarket ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ หลายแบบ แต่โดยมากแล้ว ค้ำช็อคอัพจะแบ่งเป็น 2 ประเภทตามตำแหน่งการติดตั้ง นั่นก็คือ ค้ำช็อคหน้าและค้ำช็อคหลัง ซึ่งทั้งสองแบบนี้ มีหลักการทำงานและวัตถุประสงค์ที่ไม่ได้แตกต่างกันเลย

ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจกับหลักการทำงานของค้ำช็อคอัพ ผมอยากจะให้ท่านผู้อ่านได้ทำความเข้าใจกับศัพท์เชิงเทคนิคคำหนึ่งที่ใช้ถูกใช้กับงานด้านการออกแบบตัวถังรถยนต์ นั่นก็คือคำว่า ริจิดิตี (Rigidity) แปลเป็นภาษาไทยก็คือ ความแข็งเกร็ง

ความแข็งเกร็งเป็นคุณสมบัติที่รถสมรรถนะสูงต้องมี ซึ่งความแข็งเกร็งนี้จะส่งผลโดยตรงกับสมรรถนะของการขับขี่ หรือที่เรียกว่า แฮนเดิลลิ่ง(Handling) ยิ่งตัวถังรถมีความแข็งเกร็งมาก ก็ยิ่งมีแฮนเดิลลิ่งที่ดี (แฮนเดิลลิ่งที่ดี หมายถึงการที่รถสามารถเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วทันใจและพร้อมกันนั้นก็สามารถตอบสนองต่อพวงมาลัยได้อย่างแม่นยำ)

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ายังมีผู้อ่านหลายๆท่านที่ยังคงสับสนระหว่าง ความแข็งเกร็ง(Rigidity) กับ ความแข็งแรง(Strength) อยู่นะครับ.... ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆก็ให้ลองเปรียบเทียบระหว่าง ซีเมนต์ และ เหล็ก เป็นที่ทราบกับอยู่แล้วว่า วัสดุทั้งสองชนิดนี้มีความแข็งแรงทางโครงสร้างโดยพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก เราจะพบว่า ซีเมนต์ มีการ ให้ตัว ที่น้อยกว่า เหล็ก ดังนั้น ซีเมนต์ จึงเป็นตัวอย่างของวัสดุที่มีแข็งเกร็ง ส่วนเหล็กนั้น สามารถให้ตัวได้มากกว่า(งอได้และเสียรูปได้) เพราะฉะนั้น เหล็กจึงเป็นตัวอย่างของวัสดุที่มีความแข็งแรง ดังนั้นเราสามารถสรุปได้ว่า วัตสดุที่มี ความแข็งเกร็ง ก็คือ วัตถุที่มีการให้ตัวที่น้อยมากๆ หรือไม่มีการเสียรูปเลยนั่นเอง

การติดตัั้งโรลบาร์ (หรือ โรลเคจ) นอกจากจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับห้องโดยสารแล้ว ยังช่วยเพิ่ม "ความแข็งเกร็ง" ให้กับตัวรถอีกด้วย

ถ้าหากใครชอบดูการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบก็คงจะชินตากับรถแข่งที่มีการติดตั้งโรลบาร์ทั่วทั้งห้องโดยสาร หลายคนเข้าใจว่า การติดตั้งโรลบาร์มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดภายในห้องโดยสารในกรณีที่เกิดการชน รวมไปถึงลดอันตรายที่จะเกิดกับตัวนักแข่ง

แต่ความจริงนั้น นอกจากโรลบาร์จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในกับนักแข่งแล้ว มันยังช่วยเพิ่ม ความแข็งเกร็ง ให้กับตัวรถอย่างมหาศาล เนื่องจากว่า บอดี้รถเดิมๆ จากโรงงานนั้น จะมีการให้ตัวได้อยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อเราเข้าโค้งแรงๆ หรือตอนที่เราปีนเอเป็กซ์ ดังนั้น จึงต้องมีการติดตั้งโรลบาร์เพื่อความแข็งเกร็งให้กับตัวรถ

นอกจากการติดตั้งโรลบาร์แล้ว การสปอตตัวถังก็ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มความแข็งเกร็งให้กับตัวรถ และแน่นอนว่า การติดตั้งค้ำช็อค ก็ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความแข็งเกร็งให้กับตัวรถด้วยเช่นกัน

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ค้ำช็อคก็ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความเป็นริจิดิตีให้กับบอดี้ของรถ ค้ำช็อคมีหน้าที่เพิ่มความแข็งเกร็งให้กับบริเวณซุ้มโช้คเป็นหลัก เนื่องจากว่าซุ้มโช้คเป็นบริเวณที่ต้องรับแรงสะเทือนจากล้อโดยตรง ทำให้บริเวณนี้สามารถ ให้ตัว (Deforrm) ได้ค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณอื่นๆของตัวรถ

รถยนต์บางค่ายได้มีการเพิ่มความแข็งแรงให้กับบริเวณซุ้มโช้คด้วยการเพิ่มความหนาของตัวถังหรือเพิ่มจุดสป็อต ทำให้บริเวณดังกล่าวมีความแข็งเกร็งมากขึ้น แต่ก็สามารถรองรับได้เพียงการใช้งานในชีวิตประจำวันเท่านั้น เรียกได้ว่ายังไม่มีความแข็งเกร็งเพียงพอที่จะนำไปแข่งขันได้ ดังนั้น ค้ำช็อคจึงได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

หลักการทำงานของค้ำโช้คก็คือ การถ่ายแรง (Force Transfer) จากซุ้มล้อด้านหนึ่ง ไปยังซุ้มล้ออีกด้านหนึ่ง ซึ่งการถ่ายแรงในลักษณะนี้จะสามารถลดแรงที่กระทำกับซุ้มล้อโดยตรง เมื่อมีแรงกระทำลดลง การให้ตัวของบอดี้ก็จะลดลงไปโดยปริยาย บอดี้รถจึงมีความแข็งเกร็งเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

รูปจำลองการถ่ายแรง - "ก่อน" ใส่ค้ำช็อคอัพ

รูปจำลองการถ่ายแรง - "หลัง" ใส่ค้ำช็อคอัพ

หลักการถ่ายแรงนี้สามารถใช้ได้ทั้งค้ำช็อคอัพหน้าและค้ำช็อคอัพหลัง ซึ่งความสามารถในการถ่ายแรงนี้จะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของวัสดุที่นำมาทำเป็นค้ำช็อค โดยวัสดุที่จะนำมาทำเป็นค้ำต้องไม่มีการเสียรูปหรือเสียรูปได้น้อยที่สุด หรือพูดง่ายๆก็คือต้องแข็งมากๆจนไม่สามารถงอได้นั่นเองครับ เพราะถ้าหากว่าค้ำช็อคมีการงอเกิดขึ้นแล้ว ประสิทธิภาพการถ่ายแรงก็จะลดลง และจะกลายเป็นว่า ใส่ค้ำช็อคเข้าไปแล้ว บอดี้รถกลับไม่ได้มีความแข็งเกร็งเพิ่มขึ้นมาเลย เพราะฉะนั้น วัสดุที่จะนำมาทำเป็นค้ำช็อค ไม่ว่าจะเป็นเหล็กหรืออะลูมิเนียมก็แล้วแต่ ต้องสามารถทนต่อแรงที่กระทำโดยไม่มีการเสียรูปแต่อย่างใด

ความจริงแล้ว ค้ำช็อค-อัพ ถูกพัฒนาเพื่อใช้สำหรับระบบช่วงล่างประเภท แม็คเฟอร์สัน สตรัท(McPherson Strut) เป็นหลัก เนื่องจากช่วงล่างประเภทนี้มีชิ้นส่วนรับแรงเพียงไม่กี่ชิ้น ดังนั้นแรงที่กระทำจากล้อจะส่งผ่านไปยังบอดี้รถโดยตรงเลยครับ ส่งผลบอดี้บริเวณซุ้มช็อคมีการให้ตัวและเสียรูปได้ง่ายกว่า ซึ่งแตกต่างจากช่วงล่างแบบปีกนกคู่หรือที่เรียกว่า ดับเบิลวิชโบน (Double Wishbone) ซึ่งมีชิ้นส่วนในการรับแรงที่มากกว่า ดังนั้นแรงที่กระทำจากล้อจะถูกชิ้นส่วนดังกล่าวดูดซับไปส่วนหนึ่ง ทำให้แรงที่กระทำกับบอดี้รถมีค่าน้อยกว่า บอดี้รถจึงมีการให้ตัวที่น้อยกว่า เพราะฉะนั้นเราสามารถสรุปได้ว่า

ค้ำโช้คหน้าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็ต่อเมื่อ...

ถูกติดตั้งบนรถที่ใช้ช่วงล่างแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท

แต่อย่างไรก็ดี ยังมีรถยนต์บางรุ่นที่ถึงแม้จะใช้ช่วงล่างแบบปีกนก แต่ก็ยังมีการติดตั้งค้ำโช้คหน้ามาให้ตั้งแต่โรงงานเลย ยกตัวอย่างเช่น Honda IntegraType R (DC2) เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว่ารหัส Type R ของฮอนด้านั้นก็หมายถึงรถสมรรถนะสูงที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากรถโปรดัคชั่นคาร์โดยที่เน้นการซิ่งแบบเซอร์กิตเป็นหลัก แน่นอนว่าการรถซิ่งเซอร์กิตต้องมีความแข็งเกร็งมากกว่ารถธรรมดาอยู่แล้ว ฮอนด้าจึงได้ติดตั้งค้ำโช้คหน้าให้กับ Integra เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

Honda Integra DC2

ถ้าพูดถึงวงการแต่งรถบ้านเราไทยแลนด์แล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่กระแสเหล็กค้ำกำลังฮิตเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นค้ำช็อคหรือค้ำตัวถัง แต่ที่ฮอตฮิตที่สุดเนี่ยคงจะหนีไม่พ้นค้ำกากบาท หรือที่เรียกกันว่า เอ็กซ์บาร์ หรือบางคนก็เรียก ครอสบาร์ โดยเฉพาะในกลุ่มรถแฮชแบคหรือรถ 5 ประตู เรียกได้ว่าติดเอ็กซ์บาร์กันแทบจะทุกคัน จนผมนึกว่ามันเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งมาให้ตั้งแต่โรงงานเลยทีเดียว พอใส่เอ็กซ์บาร์เข้าไปแล้วก็ดูเทห์ ดูเป็นตัวซิ่งขึ้นมาทันที แต่คำถามก็คือว่า ความจริงแล้วเอ็กซ์บาร์มันมีไว้ทำอะไรกันแน่ วัตถุประสงค์ของมันจริงๆแล้วคืออะไรกันแน่ มาร่วมหาคำตอบไปด้วยกันในบทความครั้งต่อไป โดยท่านผู้อ่านสามารถติดตามบทความตอนต่อไปได้ที่แฟนเพจ Johs Autolife

ท่านผู้อ่านสามารถติดตาม ข่าวสารยานยนต์หรือ บทความอื่นๆได้ที่ แฟนเพจของเราเลยครับผม

Powered by OrdaSoft!

Get Connected | ติดต่อกับพวกเราได้ที่...